เคยไหมครับ… เวลาที่เราบอกใครสักคนว่าจะต้องไป “Business Trip” ไกลถึงอีกซีกโลกที่มีเวลาต่างกันถึง 12 ชั่วโมง สิ่งแรกที่มักจะได้ยินคือ “โห ดีจังเลย ได้ไปเที่ยวต่างประเทศด้วย” หรือ “เดินทางปลอดภัยนะ เที่ยวเผื่อด้วย”
คำพูดเหล่านี้มาจากความหวังดีของคนรอบข้างแน่นอนครับ แต่สำหรับผมแล้ว ถ้าให้พูดกันอย่างชัดเจนตามบริบทของ “กาละ” และ “เทศะ” … การเดินทางมาทำงาน หรือที่เรียกกันว่า Business Trip กับการเดินทางมาพักผ่อนท่องเที่ยว มันเป็นจักรวาลที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ความจริงที่ซ่อนอยู่หลังตั๋วเครื่องบิน
หลายคนอาจจะมองเห็นภาพของโอกาสในการเปิดโลกกว้าง ได้ไปเยือนสถานที่ใหม่ ๆ เหมือนได้ไปเที่ยว แต่ในความเป็นจริง สิ่งแรกที่เข้ามาไม่ใช่ความตื่นเต้นของการผจญภัย แต่เป็นอาการ “Jet lag” หรือความสับสนของเวลาที่แสนจะทรมาน
ร่างกายเรายังจดจำเวลาเดิมที่คุ้นเคย ยังเป็นเวลาดึก แต่เวลาปลายทางที่เดินทางมา เช้าแล้ว เราต้องตื่น บางครั้งก็ต้องใช้พลังอย่างมหาศาลในการฉุดตัวเองลุกจากเตียง เพื่อไปเตรียมตัวเข้า Conference ให้ทันด้วยสภาพที่ต้องดูพร้อมที่สุด
กาละ เทศะ และผู้คน ในโลกของการทำงาน
ระหว่างวัน ตารางงานมักจะถูกอัดแน่นไปด้วย Session ต่าง ๆ และที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยคืองาน Networking สำหรับคนที่มีธรรมชาติเป็น Introvert สุดขั้วแบบผม การต้องพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่ต้องพูดคุยกับผู้คนแปลกหน้ามากมาย ต้องประคองบทสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอยู่ตลอดเวลานั้น มันแทบจะเป็นการฝืนวิถีธรรมชาติของตัวเองอย่างรุนแรง
มันคือความท้าทายในการบริหารสมการ “ผู้คน” ใน “เทศะ” ที่เราไม่คุ้นเคยและไม่ได้รู้สึกปลอดภัยเหมือนอยู่บ้าน ซึ่งบอกเลยว่ากระบวนการเหล่านี้ มันไม่ได้แค่สูบพลังงาน แต่มันเผาผลาญพลังงานชีวิตในปริมาณมหาศาลมากกว่าคนปกติทั่วไปหลายเท่าตัว กว่าจะจบงานในแต่ละวัน Social Battery ของผมก็ติดลบไปเลย
กลางคืนของเรา คือเช้าของเขา
กลับมาห้องนอน ด้วยสภาพ zombie ที่เหนื่อยสุดสุด หมดแรง อยากทิ้งตัวนอนบนเตียงนิ่งนิ่ง … แต่ว่าในอีกซึกโลก การทำงานของทีมที่กรุงเทพฯ กำลังเริ่มต้นขึ้น
ทีมงานที่กรุงเทพฯ ทุกคนกำลังตื่นและพร้อมทำงาน! ทำใจไม่ได้ ก็ต้องเปิดคอมพิวเตอร์ เคลียร์งาน ตอบอีเมล ตามไปฟังประชุมที่บันทึกไว้ “เวลาของเรา” กับ “เวลาของเขา” มันเดินสวนทางกันอย่างสมบูรณ์แบบ ก็ต้องลุยกันไปจนกว่าจะหมดแรง
ภาพสะท้อนของการมองโลกที่ต่างกัน
ผมมักจะนึกถึงเรื่องที่เคยตั้งข้อสังเกตไว้เกี่ยวกับการมองโลกที่ต่างกัน เหมือนที่บางคนมองว่ากาแฟบางแบรนด์แพงเกินความจำเป็น ในขณะที่อีกคนมองว่ามันคือความคุ้มค่า เรื่องนี้ก็เช่นกันครับ…
สำหรับคนที่ไม่เคยต้องเดินทางด้วยเงื่อนไขแบบนี้ ย่อมมองเห็นแต่ด้านที่สวยงาม เห็นภาพเราถ่ายรูปเช็คอินที่สนามบิน หรือยืนอยู่หน้าสถานที่จัดงาน ก็เหมาเอาว่านี่คือการมาท่องเที่ยวพักผ่อน แต่สำหรับผม ผมค่อนข้างชัดเจนกับตัวเองเสมอว่า “หน้าที่ก็คือหน้าที่” เราไม่ได้แบกแค่กระเป๋าเดินทาง แต่เราแบกความรับผิดชอบของงานมาด้วย
บทสรุปของการเดินทาง: รอยยิ้มหลังความเหนื่อยล้า
ถึงแม้มันจะเหนื่อย จะล้า ตารางเวลาจะบิดเบี้ยวไปหมด หรือแม้แต่ต้องเผาผลาญพลังงาน Introvert ไปมหาศาลแค่ไหน แต่ท้ายที่สุดแล้ว… ผมก็ยังมีความสุขและสนุกทุกครั้งที่ได้ออกเดินทางไปพบปะผู้คนครับ
ผมอยากใช้พื้นที่ตรงนี้ ขอบคุณทุก ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้า ทีมงาน หรือเพื่อนคู่ค้าทางธุรกิจ ที่หยิบยื่นโอกาสให้ผมได้เดินทาง ขอบคุณทุกมิตรภาพ ความช่วยเหลือ รอยยิ้มที่หยิบยื่นให้กันเสมอ และที่สำคัญ… ขอบคุณที่ยังคิดถึงกัน สิ่งเหล่านี้แหละครับที่เข้ามาช่วยชาร์จ Social Battery ของผม
นอกเหนือจากมิตรภาพแล้ว การเดินทางแต่ละครั้งมักจะเปิดประตูไปสู่ “โอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ” กลับมาเสมอครับ ซึ่งข้อนี้… น้อง ๆ ทีมงานของผมคงจะสัมผัสได้ดีที่สุด เพราะพวกเขามักจะรู้ชะตากรรมกันอยู่แล้วว่า ทุกครั้งที่ผมออกเดินทาง มักจะมีโจทย์ใหม่ ๆ หรืองานที่ท้าทาย ติดไม้ติดมือกลับมาฝากให้ได้ลุยกันต่ออยู่เสมอ
บทความนี้ไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่อบอกว่าการไป Business Trip มันโหดร้ายนะครับ ผมแค่อยากแลกเปลี่ยนมุมมองจากสิ่งที่เรามีโอกาสได้ไปเจอ ในบริบทที่ต่างออกไป เผื่อว่าใครที่กำลังต้องเดินทางแบบนี้ จะได้เห็นภาพในอีกมุมหนึ่ง เตรียมตัวรับมือกับมันได้ดีขึ้น… และหาความสมดุลของตัวเองให้เจอ
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเดินทางด้วยข้อจำกัดอะไร การได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ ได้เรียนรู้ผู้คน ได้สร้างโอกาสใหม่ ๆ และได้เก็บเกี่ยวมิตรภาพดี ๆ กลับมา… นั่นแหละครับ คือกำไรชีวิต
